สำนักงานประกันสังคม ประกาศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2569 เป็นต้นไป จะมีการ ปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และนายจ้างหลายล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูง ที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยจ่ายสูงสุด 750 บาทต่อเดือน
ไม่เพียงแต่กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบ แต่นายจ้างก็มีส่วนที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นในจำนวนเท่า ๆ กัน บทความนี้จะมาอัพเดตประเด็นล่าสุดว่าทำไมประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง ใครได้รับผลกระทบบ้าง และต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ และสิทธิประโยชน์ที่ได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ สำหรับพนักงานมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ
บทความที่เกี่ยวข้อง: 5 ช่วงวัย เข้าใจสิทธิประกันสังคม: แชร์สิทธิสำหรับผู้ประกันตนทุกช่วงวัย
บทความที่เกี่ยวข้อง: เปรียบเทียบประกันสังคม ม.33 ม.39 และข้อควรรู้เกี่ยวกับประกันสังคม ม.40
ทำไมประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง?
เนื่องจากเพดานค่าจ้าง ที่ 15,000 บาท ได้มีการใช้งานมานาน ในขณะที่โครงสร้างเงินเดือนของแรงงานไทยขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากทั้งเหตุผลด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดแรงงานที่กลุ่มคนรุ่นใหม่มีการเรียกเงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ของกลุ่มพนักงานและลูกจ้างในระบบประกันตนทั่วประเทศโดยยังคงอัตราที่ 5%ของฐานเงินเดือน ดังนี้
1. เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้น
ตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง
2. เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ
ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ชราภาพ ว่างงาน และเสียชีวิต
ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างเริ่มเมื่อไหร่?
การปรับเพดานค่าจ้างจะ ทยอยดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับทั้งลูกจ้างและนายจ้างมากเกินไปและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพในแต่ละช่วงระยะ โดยแบ่งออกเป็น
1. ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571
กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน
2. ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574
กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน
3.ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป
กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท/เดือน
ใครบ้างได้รับผลกระทบจากประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง?
1. พนักงานฐานเงินเดือนตั้งแต่ 15,001 บาทขึ้นไป
จ่ายเงินส่งสมทบประกันสังคมตามสัดส่วน 5% ของค่าจ้างเงินเดือน โดยจากเดิมสูงสุด 750 บาท เปลี่ยนเป็นสูงสุด 875 บาท
2. นายจ้าง
บริษัท เจ้าของธุรกิจ และนายจ้าง จะมีต้นทุนเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน 5% เช่นกัน HR ควรทำการแจ้งพนักงานทั้งหมดเรื่องการปรับเพดานค่าจ้างในการคำนวณประกันสังคม และอาจมีพนักงานบางส่วนต้องนำส่งประกันสังคมในจำนวนที่มากขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างพนักงานกับนายจ้าง ก่อนเข้าสู่การหักเงินจริง และการหักเพิ่มนี้อาจส่งผลกับการเงินของธุรกิจ ซึ่งธุรกิจควรเตรียมวางแผนงบประมาณล่วงหน้า
3. พนักงานฐานเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทลงมา
ยังคงจ่ายเงินสมทบตามอัตราเดิมที่ 5% ไม่ได้รับผลกระทบจากเพดานใหม่
จ่ายเพิ่มแล้วได้อะไร? สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่ม
1. เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต และกรณีว่างงาน
เงินคุ้มครองในชีวิตประจำวันและเหตุการณ์สำคัญกรณีต่าง ๆ มีจำนวนเงินมากขึ้น ตามระยะของการปรับเพดานเงินเดือน ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
2. เงินบำนาญชราภาพ
เงินผลตอบแทนวัยเกษียณที่สูงขึ้นในระยะยาวจากการปรับเพดานค่าจ้างใหม่
วิธีคำนวณเงินสมทบประกันสังคม หลังปรับเพดานค่าจ้าง
ตัวอย่างคำนวณเงินสมทบประกับสังคมแบบใหม่ หลังปรับเพดานค่าจ้าง (1 ม.ค. 2569)
กรณีที่ 1: พนักงานเงินเดือน 14,000 บาท
เงินสมทบประกันสังคม:
14,000 x 5%
= 700 บาท/เดือน
ไม่ได้รับผลกระทบ
กรณีที่ 2: พนักงานเงินเดือน 20,000 บาท
เงินสมทบประกันสังคม:
20,000 x 5%
= 875 บาท/เดือน
จากเดิมเงินสมทบเพียง 750 บาท ทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม 125 บาท
ได้รับผลกระทบ
กรณีที่ 3 พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท
เงินสมทบประกันสังคม:
30,000 x 5%
= 875 บาท/เดือน
จากเดิมเงินสมทบเพียง 750 บาท ทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม 125 บาท
ได้รับผลกระทบ และเงินสมทบจะถูกปรับขึ้นอีก ในปีพ.ศ. 2572 และ 2575 ตามระยะเพดานใหม่
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ใครบ้างที่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่ม?
พนักงานที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 15,001 บาทขึ้นไป จะเริ่มจ่ายเพิ่มตามเพดานใหม่ ส่วนผู้ที่เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ยังจ่ายเท่าเดิม
จ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?
เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน เสียชีวิต และเงินบำนาญชราภาพ จะคำนวณจากฐานที่สูงขึ้น ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว
การปรับเพดานประกันสังคม นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง?
ควรตรวจสอบระบบ Payroll ให้รองรับเพดานใหม่ อัปเดตการคำนวณเงินสมทบ และแจ้งพนักงานให้เข้าใจ ก่อนเริ่มหักเงินจริงเพื่อลดข้อสงสัยหรือปัญหาภายหลัง
การปรับเพดานประกันสังคม ส่งผลอย่างไรกับนายจ้างบ้าง?
นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มตามสัดส่วน 5% ของฐานค่าจ้างใหม่ สำหรับพนักงานที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท จึงควรวางแผนงบประมาณและต้นทุนแรงงานล่วงหน้า
สรุป
การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม ที่เงินเดือน 17,500 บาท ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป สูงสุด 875 บาท เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทั้งพนักงานและนายจ้างควรทำความเข้าใจ แม้จะมีภาระเงินสมทบเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สูงขึ้น ทั้งด้านเงินทดแทนและเงินบำนาญชราภาพ ขณะเดียวกัน องค์กรและฝ่าย HR ควรเตรียมความพร้อมด้านระบบเงินเดือน การสื่อสารกับพนักงาน และการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น
RLC Outsourcing บริการรับทำเงินเดือนและให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล
หากองค์กรของคุณกังวลเรื่องการคำนวณเงินเดือนให้กับพนักงานจำนวนมาก การหักประกันสังคม ภาษีและอื่น ๆ หรือการบริหารต้นทุนด้านบุคลากร บริการรับทำเงินเดือนและให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล จาก RLC พร้อมช่วยดูแลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามกฎหมาย ลดความซับซ้อนของงาน HR ให้คุณโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้ RLC มอบ HR โซลูชั่นที่เหมาะกับคุณที่สุด




