Home

กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ อัพเดต 2568 (เลื่อนออกไป 1 ปี)

Posted on

2025-02-19

By GuN Akarin

กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง 2568

ยาวไป เลือกอ่านก็ได้นะ (Table of Contents)

อัพเดต! เลื่อนวันเก็บเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกไปอีก 1 ปี

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเลื่อนวันเริ่มใช้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ออกไปอีก 1 ปี จากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็น วันที่ 1 ตุลาคม 2569 

เหตุผลหลักก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้าหรือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ธุรกิจหลายแห่งต้องปรับตัวอย่างหนัก การเลื่อนกฎหมายนี้ออกไปจะช่วยให้นายจ้างมีเวลามากขึ้นในการเตรียมความพร้อม และช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทั้งนายจ้างและลูกจ้างครับ

แม้ว่ารัฐบาลจะอนุมัติหลักการของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับแล้ว แต่กฎหมายเหล่านี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 และ กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 มาตรา 2 กำหนดให้นายจ้างที่มีพนักงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ “กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง” ต้องส่งเงินสมทบเริ่มต้นที่ 0.25% ของค่าจ้าง (ปี 2568 – 2573) และเพิ่มเป็น 0.5% ตั้งแต่ปี 2573​ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างในประเทศไทย

กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่ต้องออกจากงานหรือประสบเหตุฉุกเฉิน โดยนายจ้างจะต้องดำเนินการหักเงินสะสมจากเงินเดือนของพนักงานและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนด

 
สรุป กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร

ทำไมต้องเก็บกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง?

  1. เป็นหลักประกันทางการเงินสำหรับลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต
  2. ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย
  3. ส่งเสริมการออมระยะยาวของแรงงาน
  4. เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

การบังคับใช้กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเข้าร่วมกองทุนและนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเป็นประจำทุกเดือน อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบสวัสดิการที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับสามารถสมัครใจเข้าร่วมกองทุนได้โดยได้รับความยินยอมจากนายจ้าง

 

การเตรียมความพร้อมสำหรับนายจ้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ นายจ้างควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการนำส่งเงิน อัตราการจ่ายเงินสมทบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคตอันใกล้

การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจะต้องดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

อัตราเงินสมทบ กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง 2568

ตัวอย่างการคำนวณเงินสบทบ

  • การคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ:
    สำหรับพนักงานเงินเดือน 12,000 บาท: นายจ้างจะหักเงินสะสม 30 บาท และจ่ายเงินสมทบ 30 บาท รวมเป็น 60 บาทต่อเดือน
  • สำหรับพนักงานรายวัน ค่าจ้าง 400 บาท/วัน ทำงาน 26 วัน/เดือน: นายจ้างจะหักเงินสะสม 26 บาท และจ่ายเงินสมทบ 26 บาท รวมเป็น 52 บาทต่อเดือน

วิธีการนำส่งเงินสมทบกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง สำหรับนายจ้าง:

นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบให้แก่สำนักงานกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยมีขั้นตอนดังนี้:

 

  1. การคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ:
    • หักเงินสะสมจากค่าจ้างพนักงานทุกงวดการจ่ายเงินเดือน
    • คำนวณเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย (เท่ากับจำนวนเงินสะสมของลูกจ้าง)
  2. การยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งเงิน:
    • ยื่นแบบ สกล.3 หรือแบบที่กำหนด ผ่านสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร
    • ระบุรายชื่อพนักงาน จำนวนเงินสะสม เงินสมทบ และยอดรวมที่ต้องนำส่ง
  3. การชำระเงินเข้ากองทุน:
    • นำส่งเงินเข้าบัญชีกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านธนาคารหรือช่องทางที่กำหนด
    • เก็บหลักฐานการชำระเงินและสำเนาการยื่นแบบเพื่อเป็นหลักฐาน
  4. การรับหนังสือรับรองการนำส่ง:
    • เมื่อดำเนินการนำส่งเรียบร้อยแล้ว กองทุนจะออกเอกสารยืนยันเพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนหลัง
สิทธิของลูกจ้างในการรับเงินในกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

สิทธิของลูกจ้างและการขอรับเงินสะสมและเงินสมทบคืน

ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสะสมและเงินสมทบคืนตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมาย โดยสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินได้ในกรณีดังต่อไปนี้:

กรณีที่สามารถขอรับเงินสะสมและเงินสมทบคืน:

  1. เมื่อลูกจ้างออกจากงาน (รวมถึงกรณีลาออก เกษียณอายุ นายจ้างเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง)
  2. เมื่อลูกจ้างเสียชีวิต (ทายาทที่มีสิทธิจะได้รับเงินสะสมและเงินสมทบคืนพร้อมดอกผล)
  3. กรณีอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

ความแตกต่างระหว่างกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างกับกองทุนอื่น ๆ

ตารางเปรียบเทียบกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนอื่น

สรุป

กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อลาออก เกษียณ หรือเสียชีวิต

 

หน้าที่ของนายจ้าง:

 

  1. ขึ้นทะเบียนกองทุนและแจ้งรายชื่อลูกจ้างให้ถูกต้องครบถ้วน
  2. หักเงินสะสมจากลูกจ้างและจ่ายเงินสมทบในอัตราเริ่มต้น 0.25% ของค่าจ้าง (จะเพิ่มเป็น 0.5% ในปี 2573)
  3. นำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  4. ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางแพ่งและอาญา

 

สิทธิของลูกจ้าง:

 

  1. ได้รับเงินคืนเมื่อลาออก เกษียณ หรือเสียชีวิต (ทายาทมีสิทธิรับแทนในกรณีเสียชีวิต)
  2. สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  3. มีสิทธิตรวจสอบการนำส่งเงินของนายจ้าง

 

กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ลูกจ้างในไทย ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

Q: กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

A: กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับเงินสะสมคืนเมื่อลาออก เกษียณ หรือในกรณีเสียชีวิต โดยนายจ้างและลูกจ้างต้องร่วมกันจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน

Q: ใครต้องเข้าร่วมกองทุนนี้บ้าง?

A: นายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ต้องเข้าร่วมโดยอัตโนมัติ หากมีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เว้นแต่จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้บังคับใช้

Q: ลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเท่าไหร่?

A: ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 และเพิ่มเป็น 0.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2573 โดยนายจ้างต้องสมทบในอัตราเดียวกัน

Q: นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเมื่อไหร่?

A: นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผ่านช่องทางที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด

Q: ถ้านายจ้างไม่นำส่งเงินจะเกิดอะไรขึ้น?

A: หากไม่นำส่งเงินตามกำหนด จะถูกปรับ 5% ต่อเดือน ของเงินที่ยังไม่นำส่ง และหากยังไม่ดำเนินการอาจถูกลงโทษทางแพ่งและอาญา

Q: ลูกจ้างจะได้รับเงินคืนเมื่อไหร่?

A: ลูกจ้างสามารถขอรับเงินคืนได้เมื่อ

  • ลาออกจากงาน
  • เกษียณอายุ
  • ถูกเลิกจ้าง
  • เสียชีวิต (โดยทายาทสามารถยื่นขอรับเงินแทนได้)

Q: วิธีการขอรับเงินสะสมและเงินสมทบคืนทำอย่างไร?

A: ลูกจ้างหรือทายาทสามารถยื่นคำขอรับเงินที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมเอกสารที่จำเป็น เช่น หนังสือรับรองการออกจากงาน มรณบัตร (กรณีทายาทขอรับแทน) และสำเนาบัตรประชาชน

Q: กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนประกันสังคมอย่างไร?

A: กองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง → ให้เงินคืนเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต
กองทุนประกันสังคม → คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร และบำนาญชราภาพ

Q: บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ต้องเข้าร่วมกองทุนนี้หรือไม่?

A: หากนายจ้างมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และจัดให้ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิก นายจ้างอาจได้รับการยกเว้นจากการเข้าร่วมกองทุนนี้

Latest Posts

Workshop พัฒนากระบวนการทำงาน ที่ปราณบุรี: ประสบการณ์ Off-site ที่ช่วยให้เห็นภาพ HR Outsourcing ในปี 2026 ชัดขึ้น

ยื่น BOI Visa ไม่ผ่าน เพราะติดปัญหาเรื่องเงินเดือน : สิ่งที่ HR ควรรู้ ก่อนจ้างชาวต่างชาติ

เงินชดเชยเลิกจ้าง ต้องเสียภาษีไหม: HR และพนักงานควรรู้

ลดหย่อนภาษี 2568 ยื่นปี 69: ทบทวนก่อนยื่นภาษี 

ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง เริ่มม.ค. 69 จ่ายสูงสุด 875 บาท!

Share Blog

Blog